แอมโมเนีย (NH3)
แอมโมเนีย (NH3) เป็นก๊าซไม่มีสี แต่มีกลิ่นฉุนรุนแรง มักถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมระบบทำความเย็น (เช่น โรงน้ำแข็ง ห้องเย็น) และการผลิตปุ๋ย หากเกิดการรั่วไหลจะมีความเป็นพิษสูงและอันตรายต่อชีวิต
ความเป็นพิษของแอมโมเนีย (Ammonia Toxicity)
แอมโมเนียมีคุณสมบัติกัดกร่อนสูง และละลายน้ำได้ดีมาก เมื่อสัมผัสกับความชื้นในร่างกาย (เช่น ตา ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ) จะเปลี่ยนเป็นสารละลายด่างแก่ที่ทำลายเนื้อเยื่อทันที โดยระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับความเข้มข้น (หน่วยเป็น Parts Per Million หรือ ppm)
- 5 - 50 ppm: เริ่มได้กลิ่นฉุน (ระบุเตือนภัยได้ดี)
- 50 - 100 ppm: เริ่มระคายเคืองตา จมูก และคออย่างรุนแรง
- 300 - 500 ppm: ไอ แน่นหน้าอก ตาอักเสบ หากอยู่นานเกิน 30 นาที อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต
- 1,700 - 2,500 ppm: ไออย่างรุนแรง หลอดลมหดเกร็งอย่างกะทันหัน เกิดภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) เป็นอันตรายถึงชีวิตในเวลาไม่กี่นาที
- 5,000 ppm ขึ้นไป: ผิวหนังไหม้รุนแรง ขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตทันที

เมื่อก๊าซแอมโมเนียเกิดการรั่วไหล จะมีลักษณะและพฤติกรรมของแก๊สดังนี้
- การแพร่กระจาย: แม้แอมโมเนียบริสุทธิ์จะเบากว่าอากาศ แต่เมื่อรั่วไหลจากถังแรงดันสูง มันจะดูดความชื้นในอากาศเกิดเป็นหมอกควันสีขาว ซึ่งหมอกควันนี้จะหนักกว่าอากาศและลอยเรี่ยพื้นดิน
- อันตรายจากการระเบิด: แอมโมเนียสามารถติดไฟและระเบิดได้หากมีความเข้มข้นในอากาศสูง (ประมาณ 15% - 28% โดยปริมาตร) และเจอประกายไฟ
- ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม: แอมโมเนียละลายน้ำได้ดี หากหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำจะทำให้ค่าน้ำเป็นด่างสูง เป็นพิษต่อสัตว์น้ำอย่างรุนแรง
ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแอมโมเนียรั่วไหล
- กรณีสูดดม: ให้รีบย้ายผู้ป่วยไปอยู่เหนือลม ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก หากหยุดหายใจให้ทำ CPR (แนะนำให้ใช้เครื่องช่วยหายใจหรือหน้ากาก CPR เพื่อป้องกันผู้ปฐมพยาบาลสูดดมแก๊สจากตัวผู้ป่วย)และรีบนำส่งแพทย์ พร้อมแจ้งข้อมูลสารเคมี (SDS)
- กรณีสัมผัสผิวหนัง/ดวงตา: ให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากทันทีอย่างน้อย 15 นาที ห้ามขยี้ตา (ห้ามใช้สารเคมีสะเทินฤทธิ์) ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนออกระหว่างล้างน้ำ รีบนำส่งแพทย์ พร้อมแจ้งข้อมูลสารเคมี (SDS)
- การป้องกัน: หากอยู่ใกล้เคียงและยังอพยพไม่ทัน ให้ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด นำผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ มาปิดปากและจมูก เนื่องจากแอมโมเนียละลายน้ำได้ดี ผ้าชุบน้ำจะช่วยกรองก๊าซได้ในระดับหนึ่ง
วิธีการป้องกันและการจัดการความปลอดภัย (Prevention & Mitigation)
การป้องกันการรั่วไหลของแอมโมเนียในสถานประกอบการ ต้องครอบคลุมทั้งระบบวิศวกรรมและการจัดการ
มาตรการเชิงป้องกัน (Prevention)
- การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance): ตรวจสอบสภาพท่อ วาล์ว ปั๊ม และถังบรรจุอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบรอยแตกร้าวและการกัดกร่อนตามวาระ หรือจัดทำระ
- ระบบตรวจจับอัตโนมัติ (Ammonia Detection System): ติดตั้งเครื่องตรวจจับแก๊สแอมโมเนีย (Gas Detectors) ในจุดเสี่ยง เช่น ห้องเครื่อง หรือบริเวณวาล์วหลัก พร้อมระบบสัญญาณเตือนภัย (Alarm) ทั้งแสงและเสียง
- ระบบระบายอากาศ (Ventilation): จัดให้มีระบบระบายอากาศฉุกเฉินที่สามารถขับอากาศออกสู่ภายนอกได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการรั่วไหล
มาตรการตอบโต้เหตุฉุกเฉิน (Emergency Response)
1. ระบบหยุดการทำงานฉุกเฉิน (Emergency Shut-off): ติดตั้งปุ่มหยุดการทำงานฉุกเฉิน (ESD - Emergency Shutdown) ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ง่ายและปลอดภัยนอกห้องเครื่อง เพื่อตัดการจ่ายแอมโมเนียในระบบทันที
2. ระบบม่านน้ำควบคุมไอแก๊ส (Water Spray/Curtain System): ติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำ (Sprinklers) หรือม่านน้ำบริเวณจุดเสี่ยง เนื่องจากแอมโมเนียมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีมาก น้ำจะช่วยดูดซับและลดการฟุ้งกระจายของไอแอมโมเนียในอากาศ (ข้อควรระวัง: ห้ามฉีดน้ำเข้าไปที่จุดรั่วไหลโดยตรงหากแอมโมเนียยังมีสถานะเป็นของเหลวเดือด เพราะจะเร่งให้กลายเป็นแก๊สมากขึ้น)
3. แผนอพยพและการซ้อมแผนฉุกเฉิน: กำหนดเส้นทางการอพยพและจุดรวมพล (Assembly Point) ที่อยู่ เหนือลม เสมอ
• ติดตั้งป้ายบอกทิศทางลม (Windsock) ในจุดที่มองเห็นได้ชัดเจน
• จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุแอมโมเนียรั่วไหลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
การเลือกใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE)
การเลือกใช้ PPE สำหรับแอมโมเนียต้องแบ่งตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ (ตามมาตรฐาน OSHA/EPA)


จากกรณีเหตุการณ์สารแอมโมเนียรั่วไหลจากโรงงานน้ำแข็งในพื้นที่ ต.เขาพระ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนใกล้เคียง (โรงเรียนวัดเขาพระ) จนต้องเร่งอพยพและนำตัวส่งโรงพยาบาลนั้น ซึ่งมีผลกระทบต่อชุมชน
ลำดับเหตุการณ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
- จุดเกิดเหตุ: โรงงานผลิตน้ำแข็งแห่งหนึ่งในพื้นที่ หมู่ 4 ต.เขาพระ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ซึ่งผลิตและจำหน่ายน้ำแข็ง
- สาเหตุเบื้องต้น: วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 13.30 น. เกิดเหตุแอมโมเนียรั่วไหล สันนิษฐาน ว่าเกิดจากท่อส่งก๊าซแอมโมเนียในระบบทำความเย็นของโรงงานน้ำแข็งเกิดการชำรุดหรือแตกหัก เกิดการอุดตันจากการขาดการบำรุงรักษา ทำให้ก๊าซแอมโมเนียที่มีความเข้มข้นสูงรั่วไหลและฟุ้งกระจายไปตามกระแสลม
- ผลกระทบชุมชนรอบข้าง: ก๊าซได้ลอยไปทาง โรงเรียนวัดเขาพระ และบริเวณชุมขนใกล้เคียง ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ในช่วงเวลาที่นักเรียนกำลังเรียนอยู่ ทำให้ครูและนักเรียนสูดดมก๊าซเข้าไปทันที มีอาการแสบตา แสบจมูก แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ และบางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ทั้งนี้ผู้ปฏิบัติงานในโรงงานก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
- การอพยพ: ทางโรงเรียนและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย (เช่น มูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี) ได้ร่วมกันเร่งอพยพนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยังจุดปลอดภัยที่อยู่เหนือลมอย่างเร่งด่วน
ยอดผู้ได้รับบาดเจ็บและการรักษา
- จำนวนผู้ป่วย: มีผู้ได้รับผลกระทบนำส่งโรงพยาบาล รวมประมาณ 28-30 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาและอนุบาล รวมถึงครู และผู้ปฏิบัติงานในโรงงานน้ำแข็ง
- การกระจายส่งโรงพยาบาล: ผู้ป่วยถูกนำส่งไปยัง โรงพยาบาลเดิมบางนางบวช เพื่อคัดกรองอาการ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มสีเขียว (อาการเล็กน้อยถึงปานกลาง) แพทย์ได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการพ่นยา ให้สูดดมออกซิเจน และล้างตา/ผิวหนังส่วนที่สัมผัสสารเคมี
การควบคุมสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่
- การปิดกั้นพื้นที่: เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยและทีมเผชิญเหตุสารเคมีได้ฉีดพ่นละอองน้ำ (Water Curtain) เพื่อสร้างม่านน้ำดักจับและเจือจางก๊าซแอมโมเนียในอากาศ ไม่ให้แผ่กระจายไปมากกว่าเดิม
- การปิดวาล์ว: ทีมช่างของโรงงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญสวมชุดป้องกันสารเคมี (PPE) พร้อมหน้ากากถังอ๊อกซิเจน (SCBA) เข้าไปทำการปิดวาล์วถังสารเคมีต้นตอได้สำเร็จ
- การตรวจสอบมลพิษ: เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษ หรือหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ได้เข้าตรวจวัดค่าความเข้มข้นของสารแอมโมเนียในบรรยากาศรอบๆ โรงงานและโรงเรียน เพื่อให้มั่นใจว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัยก่อนจะอนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าพื้นที่
